5 หนังนอกกระเเสที่คุณควรดู

ใครๆก็ต้องดูเเต่หนัง blockbusterๆ ซึ่งเราก็ดูเเหละเเต่มันเบื่ออะเเน้นเล่นใหญ่ๆ cgi โหดๆหนังเเสดงดังๆ ใครเคยเบื่อบ้างวันนี้เราเลยมาเเนะนำหนังนอกกระเเสให้ดูกัน let's get it 

500 days of summer 










คนอกหัก คนผิดหวัง คนไม่สมหวัง คนรักคนอื่นข้างเดียว เมื่อถึงในที่สุดแล้ว ชีวิตอาจต้องเดินต่อไปเสมอ เพียงแต่ความรู้สึก ความมั่นใจมันไม่เหมือนเดิม บางคนก็คิดว่าอาจไม่กลับมาเป็นอย่างเดิมได้แล้ว บางคนก็คิดว่าเราควรลองพยายามอีกครั้ง ในหนังเรื่อง (500) Days of Summer  การดูจบจะทำให้เราเข้าใจชีวิตคู่มากขึ้น เข้าใจความคิดของคนข้างมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือทำให้เรากล้าลุกขึ้นมาใช้ชีวิตโดยมองหาสิ่งใหม่ๆอีกครั้งหนังนั้นเรียกได้ว่าโดนใจอย่างแรงสำหรับผู้เขียน ทั้งเรื่องราว การแสดง และจุดจบที่น่าเห็นใจ ซึ่งหนังทำได้ดีมากและจุกในใจมากๆ หนังเล่าเรื่องของ ทอม (Joseph Gordon-Levitt) นักเขียนการ์ดอวยพรผู้เชื่อมั่นในรักแท้และพรหมลิขิต หลงรักเลขาสาวคนใหม่ของหัวหน้าชื่อซัมเมอร์ส (Zooey Deschanel) ทอมเชื่อว่าเธอนั้นคือรักแท้ที่เขาตามหามานานในขณะที่ซัมเมอร์สนั้นไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตเท่าไหร่นัก ทำให้ภารกิจพิชิตหัวใจของทอมจึงเริ่มขึ้น ตัวหนังและเรื่องย่ออาจเหมือนหนังรักทั่วไปแต่นี่คือหนังที่มีความฉลาดในการเล่าเรื่อง มีการเปรียบเทียบสิ่งต่างๆทั้งช่วงก่อน-หลังให้เห็น

Gone Girl




















 Gone Girl ว่าด้วยเรื่องราวของคู่สมรสคู่หนึ่ง นิคและเอมี เรื่องเกิดเมื่อเขาทั้งสองได้ย้ายจากนิวยอร์กไปยังมิดเวสต์ หลังจากที่เขาย้ายไปอยู่ที่นั้นแล้วได้เกิดเรื่องขึ้น เมื่อ เอมี ได้หายตัวไปในวันครบรอบแต่งงาน 5 ปี โดยไม่รู้สาเหตุว่าเธอถูกฆ่าหรือถูกลักพาตัวไป พร้อมทั้งยังเจอบันทึกลับของ เอมี ที่เล่าเรื่องชีวิตคู่ที่ผ่านมาอีกด้วย นิคได้กลายเป็นผู้ต้องสงสัยทันที เนื่องจากเขามีพฤติกรรมน่าสงสัย ใครกันแน่ที่เป็นคนโกหก ใครพูดจริง ใครพูดเท็จ หนังมีการหักมุมอย่างมาก horror หน่อยๆ

Begin again 




















- เพราะรัก คือเพลงรัก เป็นหนังที่องค์ประกอบหลักเป็นเป็นเพลง เรื่องเล่าถึงสองตัวละครหลัก ท่มีปัญหากับกาใช้ชีวิตเเละทั้งคู๋ก็ได้มาพบกัน จึงเกิดเป็นเรื่องราวในหนัง หนังเรื่องนี้บอกตรงๆเลยว่า track เพลงในหนังนั้นเพราะทุกเพลงเลย มีความ Romanticize อย่างมาก

127 Hours




















หนังเรื่องนี้เป็นชีวิตของ Aron Ralston ที่ชอบปีนเขาเดินป่าบุกดงป่าและเขาชอบปีนเขามากที่สุดเมื่อวันหยุดวันนึงเค้าได้ไปปีนเขาแล้วพลัดตกลงไปในร่องเขาในร็อบเบอร์สรูสต์ รัฐยูทาห์ เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 2003 แค่ตกเขาใครๆ ก็ขึ้นได้แล้วพอเค้าจะขึ้นมามือดันไปโดนหินทับซึ่งหินมันพอดีกับร่องพอดีเค้าจะทำยังไงเพื่อให้ออกไปและแน่นอนแทบจะไม่มีคนผ่านมาอาหารและน้ำก็ไม่เหลือมือใช้ได้ข้างเดียวเค้าจะทำเช่นไร หนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่ strong มากๆเป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงที่สุดๆไปเเล้ว ฉากจบใครใจไม่ถึงห้ามดูเลยนะ เป็นอะไรที่ อืมนั้นเเหละ


Green book 




















 ไม่บ่อยครั้งนักที่ชมภาพยนตร์แล้วมันมีความสุขไปพร้อมตลอดเส้นทางของภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่บ่อยครั้งนักที่เดินออกมาจากโรงหนังแล้วรู้สึกอารมณ์ดี อิ่มเอิ่ม good day สุดๆ นับเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจอีกครั้งในรอบหลายครั้งที่ดูมา Green Book เป็นหนังสือทริปหรือไกด์บุ๊ค เล่มเขียวๆ ที่ใช้สำหรับการเดินทางคนผิวสีในยุคนั้น ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวก ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไปยังที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร บาร์ สถานที่สำหรับให้บริการเฉพาะผิวสี ซึ่งในช่วงนั้นเป็นยุคที่มีการเเบ่งชนชั้น เหยียดสีผิว ของคนขาวกับคนดำ การใช้ชีวิตในเมือง และนอกเมืองค่อนข้างที่จะอันตรายสำหรับคนผิวสี ไม่ว่าจะเป็นการทารุณกรรม การตั้งข้อหาแบบไม่ยุติธรรมของตำรวจบางกลุ่ม ฉะนั้นGreen Bookจึงเป็นหนังสือคู่มือออกแบบสำหรับคนผิวสี ที่จะต้องออกเดินทางหรือroad trip อารมณ์ดราม่าที่พอดี ๆ ไม่มากเกินไป อารมณ์ขันของหนัง รายละเอียดที่ดีจริง ๆ ทั้งการแสดง การดำเนินเรื่อง หยอดนั่นนู่นี่นิดหน่อยและมาสรุปเรื่องราวได้อบอุ่นมาก 

All about 5 movie that i share you. I hope you like them too.
Thank you for read my blog, enjoy.











































ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

บทความที่ได้รับความนิยม